วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

What did I learn? "Balanced Scorecard"

What did I learn? "Balanced Scorecard"

สำหรับคาบเรียน 23/01/2555



Balanced Scorecard




          Balanced Scorecard กลายมาเป็นเทคนิคหรือระบบในการประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรที่กำลังได้รับความนิยม เนื่องจากการประเมินผลแบบเก่าให้ความสำคัญกับข้อมูลตัวเลขทางการเงินมากจนเกินไป ไม่ใส่ใจสาเหตุที่จะก่อให้เกิดผล และเน้นประเมินแต่ผลระยะสั้น ทำให้ไม่สามารถสะท้อนถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่แท้จริงขององค์กรได้ 
          ส่วนหลักการของ Balanced Scorecard นั้นคือ พยายามที่จะให้องค์กรเห็นถึงความสำคัญ ในสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดความสมดุล (Balance) ขึ้นในองค์กร คำว่า "สมดุล" หมายความว่า การให้ความสำคัญกับตัววัดทางด้านการเงิน (Financial Measure) เท่าเทียมกับตัววัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับด้านการเงิน (Nonfinancial Measure) การให้ความสำคัญกับตัววัดที่เป็นเหตุ (Performance Driver) เท่าเทียมกับตัววัดที่เป็นผล (Performance Outcome) และให้ความสำคัญกับผลในระยะสั้นเท่าเทียมกับระยะยาว โดย Kaplan และ Norton เจ้าของแนวคิดได้เสนอให้มีการวัดผลไว้ 4 มุมมองได้แก่

  1. มุมมองทางด้านการเงิน (Financial Perspective) เป็นมุมมองที่จะเป็นคำถามที่ว่าองค์กรจะประสบความสำเร็จทางด้านการเงิน องค์กรจะต้องทำอย่างไรในสายตาของผู้ถือหุ้น
  2. มุมมองทางด้านลูกค้า (Customer Perspective) เป็นมุมมองว่าจะต้องตอบคำถามว่าองค์กรจะต้องเป็นอย่างไรในสายตาลูกค้า หากองค์กรต้องการบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
  3. มุมมองทางด้านกระบวนการธุรกิจภายใน (Internal Business Process Perspective) เป็นมุมมองที่จะตอบคำถามว่าองค์กรจะต้องมีการจัดกระบวนการธุรกิจภายในอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้ถือหุ้น
  4. มุุมมองด้านการเรียนรู้และพัฒนา (Learning and Growth Perspective) เป็นมุมมองที่จะตอบคำถามว่าเพื่อที่จะให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้อย่างยั่งยืน องค์กรจะต้องการเรียนรู้และพัฒนาอย่างไร

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

Scenario Analysis

23/01/2555



Scenario Analysis
มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้สามารถจินตนาการจำนวนของเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทั้งเหตุการณ์การที่มีโอกาสเกิดขึ้นมาก และเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยลงมา Scenario Analysis นี้จะช่วยให้มีกระบวนการคิดอย่างรอบคอบมากขึ้น ทำให้มองเห็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อธุรกิจ และช่วยในการตัดสินใจ
ขั้นตอนของ Scenario Analysis
1.       ตั้งหัวข้อ หรือปัญหาที่ต้องการตัดสินใจ
2.       เขียนปัจจัยหลักที่จะมีผลกระทบทั้ง มหภาค และจุลภาค
3.       ระบุแรงขับดันจากภายนอก (มหภาค)
4.       ลำดับความสำคัญและความไม่แน่นอน
5.       เลือกเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ หรือรายละเอียดอย่างไร
6.       สร้างสถานการณ์จำลองของแต่ละเหตุการณ์โดยมีปัจจัยและแรงขับด้วย
7.       ระดมความคิดว่าจะตัดสินใจอย่างไรในแต่ละเหตุการณ์
8.       เลือก leading indicatorและ sign posts ที่ต้องคอยสังเกตเพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
9.       ตอบคำถามที่ตั้งไว้ในข้อแรก

        ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่า เห็นด้วยกับที่ว่า Scenario Analysis จะช่วยสร้างภาพเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทำให้มองปัญหาได้รอบด้านขึ้น เหมือนกับว่ามีแผนหลายแผนการ ไว้รับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ถ้าเตรียมแผนไว้แผนเดียวหรือไม่เพียงพอ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดไว้จะไม่สามารถแก้ไขได้ทัน และรู้สึกว่าการหา leading indicator ประโยชน์อย่างยิ่งในการติดตามสถานการณ์ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และมีเวลารับมือได้ทัน


วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

What did you learn? "Economy of Speed"

What did you learn?

สำหรับคาบเรียน 16/01/2555

Economy of Speed

         หลังจากที่เรียนความหมายของ Stategy ในคาบเรียนวันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555   ผมมีความสนใจคำว่า Economy of speed ว่ามีความหมายว่าอย่างไร เพราะปกติจะได้ยินแต่คำว่า Economy of scale และ Economy of scope ส่วน Economy of speed นั้นพึ่งมีโอกาสได้เป็นครั้งแรกจึงได้ทำการค้นคว้าเพิ่มเติม

         " Economies of speed refer to the utilization of an asset to produce outputs at a higher rate of throughput and through a decrease in the time required to produce outputs, the unit cost declines. Parallel computing systems are an example."

           Economy of speed คือการผลิตด้วยอัตราที่เร็วขึ้นจากทรัพยากรที่มี และสามารถลดระยะเวลาในการผลิตและลดต้นทุนในการผลิตสินค้าหรือบริการ โดยอาจใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย
         
            ในโลกธุรกิจปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก ผู้ประกอบการแต่ละรายจำเป็นต้องสร้างจุดแข็งให้ตัวเอง และแนวทางการผลิต หรือพัฒนาสินค้าที่รวดเร็วเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้ผล ผู้ประกอบการที่สามารถผลิตสินค้า หรือให้บริการได้เร็วจะมาเป็นผู้นำตลาด ตัวอย่างเช่น บริษัทพฤกษา ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ได้พัฒนาการก่อสร้างแบบ Precast หรือระบบก่อสร้างสำเร็จรูป ซึ่งสามารถสร้างบ้านได้เร็วกว่าคู่แข่งหลายเท่าตัว ทำให้บริษัทกลายมาเป็นเบอร์ 1 แทนที่ แลนด์แอนเฮ้าส์ เพื่อที่จะได้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น จึงขอยกตัวอย่างธุรกิจเทคโนโลยีที่มีวัฏจักรของผลิตภัณท์สั้น เช่น บริษัท แอปเปิ้ล ที่เป็นผู้พัฒนามือถือ Smart Phone อย่าง iPhone มีความเร็วในการพัฒนาสินค้ารุ่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้คู่แข่งที่จะมีลอกเลียน หรือพัฒนาผลิตภัณท์มาแข่งไม่สามารถตามได้ทัน ดังนั้น ด้วยความล้ำหน้าของตัวสินค้าทำให้ iPhone สามารถรักษาส่วนแบ่งการตลาดและขายในราคาระดับสูงได้

           ข้าพเจ้ามีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าต่อไปจะมีการใช้ Economy of speed เพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจมากขึ้น เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้รวดเร็ว และแข่งกันที่เวลา ใครทำก่อนได้กำไรก่อน ได้ส่วนแบ่งการตลาดก่อน และได้รับมาร์จินในระดับสูง






แหล่งที่ข้อมูลอ้างอิง




วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

What is strategy?

15/01/2012


Strategy

      ก่อนอื่นเราต้องแยก Strategy ออกจากสิ่งอื่นๆ เช่น เป้าหมาย(Goal) หรือ วัตถุประสงค์(Objective)
และ บางครั้งคนเข้าผิดว่า Strategy คือ การขยายธุรกิจไปต่างประเทศ การผลิตโดยใช้ out source การเพิ่มงบประมาณในการทำ R&D แต่นั้นเป็นเพียงขั้นตอนไม่ใช่ Strategy 

       Strategy คือ สิ่งที่จะทำให้ธุรกิจมีความแตกต่าง ทำบริษัทได้ประโยชน์ สิ่งที่จะทำให้กิจการประสบความสำเร็จ และคิดเพื่อตอบคำถามเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา

       การที่ไม่เข้าใจความหมายของ Strategy อาจจะทำให้บุคคลกรไม่ทราบว่าทำไปเพื่ออะไร และต้องทำไปถึงเมื่อไร และหยุดทำเมื่อไร


ความคิดเห็น

       ผมเห็นด้วยว่า Strategy ไม่ใช่สิ่งที่เป็นขั้นตอนในการดำเนินธุรกิจปกติว่าแต่ละวันต้องทำอะไร
แต่คือแนวคิดที่จะทำให้บริษัทออกมายืนล้ำหน้าคู่แข่ง มีจุดยืนที่เด่นชัด แต่อย่างไรก็ดี Strategy ยังคงต้องมีความเกี่ยวเนื่องกับคำถามที่ว่าสุดท้ายแล้วต้องการอะไร  (Goal&Objective) แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะไปถึงเป้าหมาย ทุกอย่างจะต้องสอดคล้องกัน และมีการวัดผลในขั้นสุดท้ายด้วยว่า Strategy ที่ทำไปได้ผลมากน้อยเพียงใด